รู้จัก “Nostalgia Marketing” กลยุทธ์ “โหยหาอดีต” ที่หลายแบรนด์ชอบใช้

คุณเคยสงสัยไหม? ว่าทำไม “ไมโล” ที่เราซื้อมาชงเองที่บ้าน มันถึงไม่เคยอร่อย เท่า “ไมโล” ที่เคยมาแจกตามโรงเรียน ?
.
ทำไมเราถึงยังสามารถสนุกกับหนังเรื่องโปรดในวัยเด็กได้อยู่ ทั้งที่คุณภาพของภาพและเสียงของมันไม่น่าจะสู้หนังยุคปัจจุบันได้แท้ ๆ ?
.
ทำไมเราถึงหวนนึกถึง น้ำเก๊กฮวย หน้าร้านขายยา ที่ชอบซื้อกินตอนเด็ก ๆ แม้ตอนนี้น้ำเก๊กฮวย จะมีวางขายตามร้านสะดวกซื้อแล้วก็ตาม…
.
อาการแบบนี้เรียกว่าอะไร ทำไมการคิดถึงเรื่องราวในวันเก่า ๆ ถึงทำให้เรารู้สึกดีได้แทบทุกครั้ง บทความนี้ HORISPIRE จะขอหยิบยกอาการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Nostalgia” หรือความโหยหาอดีต ที่หลายแบรนด์ชอบหยิบมาทำการตลาด มาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน
.
เริ่มกันจาก Nostalgia คืออะไร ?

ย้อนกลับไปในปี 1688 อาการ Nostalgia ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในฐานะ “อาการทางประสาท” ที่มักเกิดกับทหารที่ไปออกรบนาน ๆ แล้วคิดถึงช่วงเวลาที่ตัวเองมีความสุขตอนอยู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ในภายหลังก็เริ่มมีคนศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น และพบว่าจริง ๆ แล้ว Nostalgia นั้นไม่ใช่อาการผิดปกติทางจิต แต่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับ “มนุษย์ทุกคน”
.
โดยร่างกายของเราจะมีกลไกทางธรรมชาติในการรับมือกับความเครียด หรือความกังวลบางอย่าง ด้วยการเลือกที่จะจดจำเรื่องแย่ ๆ ให้สั้นกว่าเรื่องดี ๆ
.
พูดให้เห็นภาพก็คือ เวลาที่เราไปเที่ยวในสถานที่สวย ๆ แต่เดินทางเข้าไปลำบาก สมองเราจะเลือกจดจำช่วงเวลาที่เราเห็นวิวสวย ๆ มากกว่าที่จะจดจำช่วงเวลาที่เราเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทำให้ไม่ว่าตอนไปเที่ยวจะเหนื่อยขนาดไหน แต่พอมองย้อนกลับไป เราก็ยังอยากจะไปเที่ยวในสถานที่นั้นซ้ำอีกรอบนั่นเอง..
ซึ่งก็มีผลการศึกษาระบุว่า เมื่อคนเราคิดถึงอดีต จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น, ผ่อนคลาย และยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้จริง ๆ อีกด้วย…
.
ทีนี้.. ในเมื่อมนุษย์ทุกคนสามารถเกิดอาการ Nostalgia ได้ มันจึงกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่แบรนด์ สามารถหยิบมาใช้สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ๆ
.
ตัวอย่างชัด ๆ เลยก็อย่างเช่น

– Disney นำการ์ตูนดังสมัยก่อนของตัวเอง มาทำใหม่เป็นภาพยนตร์ เช่น The Lion King, Aladin, Beauty and the Beast และอีกหลายเรื่อง ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้แทบทุกเรื่อง

– Nike นำโมเดลรองเท้าจากปี 1997 (Nike Air Max 97) มาวางจำหน่ายอีกครั้งในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี จนมีการเก็งกำไรในรองเท้ารุ่นนี้ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว
.
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมีคำถามในใจว่า แล้วมันต้องย้อนอดีตกลับไปนานแค่ไหน ถึงจะทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดอาการ Nostalgia ได้ ?
.
เรื่องนี้ คุณ Stuart Elliott คอลัมนิสต์ของ The New York Times ได้เคยบอกไว้ว่า ระยะเวลายอดนิยมที่แบรนด์ มักจะหยิบเอาการตลาดมาเล่นกับอาการ Nostalgia คือ 20 ปี เพราะระยะเวลาดังกล่าว นานพอที่จะทำให้ “คนรุ่นใหม่” ของแต่ละยุค โตพอที่จะอินไปกับเรื่องราวในอดีตได้แล้ว
.
เช่น กระแสของยุค 90’s และ Y2K ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่แบรนด์ มักจะออกสินค้าหรือทำการตลาด เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายนึกถึงช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่แล้ว (ถ้านับจากตอนนี้) ซึ่งจะไปตรงกับช่วงปลายปี 1990 และช่วงต้นปี 2000 นั่นเอง
.
สุดท้ายนี้ ก็น่าสนใจว่า วันหนึ่งในอนาคต ถ้าหากยุคที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ กลายเป็นเพียงอดีต… แล้วยุคนี้ จะถูกคนยุคถัดไปเรียกว่าอะไร ? ไม่แน่ว่าในอนาคต ผู้คนอาจจะกลับมาฮิตใช้ AirPods หูฟังยอดนิยมในตอนนี้ เพราะตอนนั้น เราอาจมีวิธีการฟังเพลงที่ล้ำกว่านี้มาก เหมือนกับที่คนในยุคนี้ นิยมหาแผ่นเสียงเก่า ๆ มาโพสต์อวดกัน ลงโซเชียลก็ได้

Reference:
https://www.vice.com/en/article/mgy9mx/90s-nostalgia-sells-so-well-because-were-chasing-fleeting-happiness-id
https://www.vice.com/en/article/mgy9mx/90s-nostalgia-sells-so-well-because-were-chasing-fleeting-happiness-id

————————
Follow Us
https://linktr.ee/horispire

#Nostalgia #NostalgiaMarketing #โหยหาอดีต #ย้อนวัย #Resolution #Custumer #CustumerJourney #จดแล้วปฏิบัติตาม #Marketing #content #Insight #Brand #Promotion #NewNormal #branding #Business #Post #Time #Winner #Survivor #Platform #Online #PainPoint #กลยุทธ์ทางการตลาด #การเปลี่ยนแปลง #สิ่งที่แบรนด์ต้องทำ #SartUp #HORISPIRE


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *